นิสสัน-ล็อกเล่ย์ ชิงธง ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพและความพร้อมที่จะต่อยอดและยกระดับไปสู่ฐานการผลิต “รถยนต์ไฟฟ้า” (Electric Vehicles : EV) เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นฐานในการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนสำคัญแห่งหนึ่งของโลก และมีห่วงโซ่การผลิตที่ครอบคลุมการผลิตชิ้นส่วนที่หลากหลาย

ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องการผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรม “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือรถอีวี ให้เป็นจริงในระยะเวลาอันใกล้

แต่เอาเข้าจริง เมืองไทยก็ยังไม่มีความพร้อมสำหรับการทำตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า”

ดังจะเห็นได้จากยังไม่มีผู้ผลิตรถยนต์ค่ายไหนประกาศความชัดเจนที่จะเดินหรือเดินเครื่องกันอย่างจริงจัง

แถมยังกระหน่ำตลาดด้วยรถยนต์ลูกผสม (ไฮบริด) รวมถึงพัฒนาไปถึงปลั๊กอินไฮบริด ทั้งค่ายยุโรปและญี่ปุ่น

ส่วนที่พอมีให้เห็นอยู่บ้าง ก็แค่ชิมลาง

ซีโร่มลพิษ

จากค่ายนิสสัน

“นิสสัน” นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์ค่ายแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีมาอวดสายตาชาวไทย

โดยเลือกอวดโฉม “นิสสัน ลีฟ” ครั้งแรกในงานมอเตอร์โชว์เมื่อปี 2556 หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อปี 2553

ลีฟ (LEAF) แปลว่าใบไม้ มาจากคำว่า Leading Environmentally friendly, Affordable, & Family Car จึงเท่ากับเป็นรถยนต์สำหรับครอบครัว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ตลอดการขับขี่

ทั้งนี้ นิสสัน ลีฟ เกิดจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ เทคโนโลยี เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของคน ยานยนต์ และธรรมชาติ

ถึงวันนี้ นิสสัน ลีฟ สามารถสร้างยอดจำหน่ายสะสมแล้วกว่า 225,000 คัน ใน 46 ประเทศทั่วโลก

นิสสัน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ตอบสนองต่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น นิสสัน ลีฟ ที่วางขายในปี 2559 นี้ ได้รับการปรับปรุง โดยติดตั้งแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออน ขนาดความจุ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง แทนรุ่นเดิมที่ใช้ขนาด 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง

ทำให้ ลีฟ สามารถใช้งานได้นานขึ้น 20% หรือประมาณ 280 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง

ปัจจุบัน” นิสสัน ลีฟ” ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่ง ความเงียบภายในห้องโดยสาร รวมถึงการควบคุมรถ ด้วยการออกแบบแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็ก บาง และรูปทรงที่เรียบง่ายของแต่ละเซลล์ นอกจากจะทำให้มีความจุไฟฟ้าสูงแล้ว ยังมีจุดเด่นคือน้ำหนักลดลง ช่วยให้รถเดินทางได้ไกลขึ้นด้วย

อีกทั้งการออกแบบพื้นที่จัดเก็บสัมภาาระ ยังมีความจุถึง 330 ลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเก็บถุงกอล์ฟ ได้ถึง 2 ถุง โดยไม่ต้องพับเบาะนั่งด้านหลังแต่อย่างใด

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณใต้พื้นรถ อยู่บริเวณกลางของตัวถัง ช่วยให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยกระจายน้ำหนักของรถไปยังล้อทั้ง 4 อย่างมีความสมดุล

นอกจากนี้ การที่เซลล์ของแบตเตอรี่มีพื้นที่ผิวหน้าขนาดใหญ่ ช่วยให้การระบายความร้อนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของแบตเตอรี่ทั่วไป ทำได้อย่างดีขึ้น ใช้งานที่ยาวนานขึ้น และมีความเสถียรในการใช้งาน

ขณะที่ มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นแบบ AC 3 เฟส ให้กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ซึ่งสามารถสร้างแรงบิดสูงสุดตั้งแต่เริ่มออกตัว ช่วยให้รถมีความคล่องตัวสูงในการใช้งาน มีประสิทธิภาพด้านอัตราเร่งดีขึ้น เทียบได้กับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดความจุ 3.0 ลิตร โดยลีฟทำความเร็วสูงสุดได้ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ เทคโนโลยีระบบควบคุมมอเตอร์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของนิสสัน ทำให้อัตราเร่งมีความต่อเนื่อง ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างไหลลื่น และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

“ล็อกซเล่ย์” จับมือจีน

บุกรถไฟฟ้าเก๋ง-บัส

อีกค่ายหนึ่งที่ดูจริงจังกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและผลักดันจนเป็นรูปเป็นร่างและไม่เฉพาะแค่รถยนต์นั่งไฟฟ้าเท่านั้น ยังนำเสนอรถยนต์โดยสารไฟฟ้าก็คือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน)

โดยจับมือกับ บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้นำด้านการผลิตแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน โดยประเดิมนำเข้ามาทำตลาด 2 รุ่น ได้แก่ รถโดยสารไฟฟ้า รุ่น K9 และรถยนต์นั่งไฟฟ้า รุ่น E6

ผู้บริหารล็อกซเล่ย์ บอกว่าได้ศึกษาเรื่องการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามาระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งมั่นใจว่าตลาดในประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงเลือกรถโดยสารและรถยนต์นั่งไฟฟ้าของบีวายดี เข้ามาบุกตลาดเป็น 2 รุ่นแรก เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นนี้ คือ สมรรถนะและความปลอดภัยสูงไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ และยังช่วยประหยัดพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

จุดเด่นอีกอย่างคือ ค่าซ่อมบำรุงรักษาต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป

โดยตั้งเป้าการทำตลาดปีแรกทั้ง 2 รุ่นไว้ราวๆ 400 คัน กลุ่มเป้าหมายหนีไม่พ้น องค์กรภาครัฐ และเอกชน แถมยังเล็งอนาคตจะตั้งฐานการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแห่งแรกในไทย

รถโดยสารไฟฟ้า รุ่น K9 ใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Fe มีความจุขนาด 324 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาในการประจุไฟฟ้าประมาณ 5 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากกว่า 250 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง

มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยราว 1.2 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลเมตร หรือประมาณ 4 บาทต่อกิโลเมตร และให้ความเร็วสูงสุดที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะที่รถยนต์นั่งไฟฟ้า รุ่น E6 มีขนาด 5 ที่นั่ง ขนาดความยาว/กว้าง/สูง 4.560/1.822/1.645 เมตร มีระยะห่างช่วงล้อ 2.830 เมตร ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 90 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 121 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Fe ที่ความจุ 61.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาในการประจุไฟฟ้าประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง

สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.13 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลเมตร หรือประมาณ 0.5 บาทต่อกิโลเมตร และให้ความเร็วสูงสุดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ซึ่งจุดนี้ทำให้ผู้บริหารล็อกซเล่ย์มั่นใจว่าน่าจะขายได้มากกว่า 200 คันต่อปี

“อีตั้น” ชิมลาง “เทสล่า”

นอกจากนี้ ยังมีค่าย “อีตั้น” บริษัทผู้นำเข้ารถอิสระ ที่ปืนไวจับรถพลังงานไฟฟ้า “เทสล่า” มาเปิดตลาดในบ้านเรา รถยนต์ไฟฟ้าเทสล่ารูปทรงโรดสเตอร์ปราดเปรียว สมรรถนะการขับขี่ไม่แพ้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ขุมพลังงานของเทสล่า โรดสเตอร์ มาจากแบตเตอรี่ลิเธียม อิออน ซึ่งมีความบางและมีน้ำหนักเบา รวมถึงมีความทนทานและเสถียรสูง ยึดเก็บพลังงานไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความจุมากกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปถึง 2 เท่า

การชาร์จไฟเต็มแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 8 ชั่วโมง ขนาดไฟที่ใช้คือ 32 แอมป์ สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 394 กิโลเมตร อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 8 ปี ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 288 แรงม้า

แม้ว่าจะเริ่มมีผู้ประกอบการ ประกาศความพร้อมต่อการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่ความพร้อมของโปรดักต์เพียงอย่างเดียวมิใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ ยังมีปัจจัยแวดล้อมอีกมากมายที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะแรกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย อาจจะยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยความกังวลของผู้บริโภคไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ อาทิ ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูง และสมรรถนะของเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ยังมีขีดจำกัด โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุงยังอยู่ในวงจำกัดและราคาสูง รวมทั้งสถานีชาร์จไฟยังไม่มีการเปิดให้บริการอย่างแพร่หลาย เป็นต้น

เรียกว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกประเด็น

ทำให้ช่วงแรก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะวางตำแหน่งของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นกลุ่มพรีเมียม หรือเป็นรถยนต์ทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มไฮเอนด์ที่มีความชื่นชอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีในยานยนต์ใหม่ๆ

โอกาสของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทย อาจยังต้องอาศัยเวลาเพื่อให้ตลาดพัฒนาและมีความพร้อมมากกว่านี้

ขอบคุณที่มา: prachachat.net

ขอบคุณภาพจาก: blog.nissan-global.com


TOP