ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพลังงานไทย

“…ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว…” พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2529 วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2529

 

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ผมขออัญเชิญพระราชดำรัสพร้อมฉายภาพนำเสนอพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาพลังงาน เพื่อเป็นการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้อุทิศพระองค์ เพื่อความเจริญของประเทศชาติ ตลอดระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัย และทั้งในพระราชสถานะ “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านในเรื่องพลังงานสามารถแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา โดยสังเขป ดังนี้ 1.ช่วงต้นรัชกาล หรือในช่วงเวลาประมาณ 20 ปี แรกของการเสด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยเรื่อง น้ำ เป็นลำดับต้นๆ เพราะทรงทราบดีว่าเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศพระองค์ทรงมีพระราชดำริมากมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำในการทำการเกษตรอย่างพอเพียง

 

ในเวลาเดียวกันพระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้นำน้ำที่กักเก็บเอาไว้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการบูรณาการการใช้ทรัพยากรอย่างองค์รวมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งยังเป็นการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากน้ำในทุกด้านไม่เฉพาะผลิตไฟฟ้าเพียงเท่านั้นส่วนในช่วงที่ 2 และ 3 พระองค์ท่านได้ให้ความสนพระราชหฤทัยในเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนตามลำดับ

 

นอกจากจะทรงเสด็จเปิดเขื่อนขนาดใหญ่ทุกเขื่อนของ กฟผ. แล้ว โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กก็ยังทรงเห็นความสำคัญ อย่างเช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนห้วยกุ่ม จ.ชัยภูมิ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนจุฬาภรณ์ ทรงมีพระราชดำริกฟผ.ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนอีกแห่งบริเวณใต้เขื่อนจุฬาภรณ์ห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของเกษตรกร โดย องคมนตรีกำธน สินธวานนท์ เคยเล่าถึงการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นว่า “พอกราบบังคมทูลว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่เสด็จมาเปิดเขื่อนเล็กๆ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า ‘นี่คือเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของฉันแล้ว’ 

 

เขื่อนห้วยกุ่มนอกจากช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรบริเวณลำน้ำพรมตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 8 หมื่นไร่แล้ว ยังเป็นเขื่อนที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 13,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงอีกด้วยหรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือที่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ จ.ยะลา เกิดจากการก่อสร้างเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของภาคใต้ตอนล่างนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากในการก่อสร้าง เนื่องด้วยในขณะนั้นยังมีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย

 

โดยในระหว่างการก่อสร้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่เขื่อนแห่งนี้หลายครั้ง ด้วยพระราชประสงค์จะพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน และทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “คนที่เข้าถึงพื้นที่ได้ ย่อมมีโอกาสทำงานสำเร็จ” และด้วยที่ตรงนั้นน้ำประปาไหลแรง เพราะต่อน้ำลงมาจากที่สูง ทำให้ก๊อกน้ำเสียเป็นประจำ ทรงรับสั่งอีกว่า “ถ้าน้ำแรง…ทำไมไม่คิดทำไฟฟ้าด้วย”

 

นับแต่นั้นมาโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติถือเป็นโรงไฟฟ้าใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถสั่งการและควบคุมการเดินเครื่องได้โดยตรงจากโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง สามารถอำนวยประโยชน์แก่ราษฏรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และยังมีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกมากมาย อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านขุนกลาง จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนพรมธารา จ.ชัยภูมิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล้ำ จ.สระแก้ว โรงไฟฟ้าพลังน้ำไอกะเปาะ จ.นราธิวาส และโรงไฟฟ้าพลังน้ำทุ่งเพล จ.จันทบุรี ซึ่งทั้ง 2 เขื่อนท้ายนี้ดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)

 

ความจากใจตอนหนึ่งที่ คุณไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และอดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เคยเล่าว่าไว้ว่า “…พระองค์ท่านทรงห่วงใยประชาชนที่ยากลำบาก เช่น ชาวเขา ชาวบ้านในชนบท ที่ยังขาดปัจจัยด้านน้ำและไฟฟ้า ทรงมีพระราชดำริให้มีการสร้างฝายเล็กๆ ขึ้น เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่จำเป็นด้านอุปโภคบริโภค ไฟฟ้าเองก็มีใช้กันในเมืองแต่ชนบทยังขาดแคลน พระองค์ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนที่ขาดปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ในยามปกติจะทรงขอทราบข้อมูลเรื่องน้ำในเขื่อนเป็นประจำ ดูเรื่องน้ำที่จะใช้อุปโภคบริโภค รวมถึงในยามที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยก็มีโครงการตามพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงการแก้มลิง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน…”

 

ตอนแรกนี้ ผมขอจบบทความเท่านี้ก่อนในโอกาสถัดไปผมจะขอกลับมาเล่าถึงพระอัจฉริยภาพด้าน “เชื้อเพลิงชีวภาพ” และ “พลังงานทดแทน” ของพระองค์ท่าน เพื่อประโยชน์ในการที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานในการ “พัฒนาพลังงานไทย” ให้ยั่งยืน ต่อไปครับ

 

24

 

ขอบคุณที่มา : eppo.go.th


TOP