“ยุวเรต” ดราม่าส่งท้ายปี ท้าทายประเพณีที่ดีงาม?

แหม…ลูกๆ ณ นาทีนี้ไม่มีใครดังไปกว่าคุณยุวเรต ศรุตานนท์นะคะ เพราะเรื่องดราม่าที่ยาวเหยียดจนป้านี่ตามเผือกแทบไม่ทันเลยทีเดียว แต่ถึงยังไง ป้าก็จะไม่เล่านะคะว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะมันเยอะเหลือเกินค่ะ ป้าขอสรุปง่ายๆนะคะ คุณยุวเรตเนี้ย นางเป็นผู้หญิงคนสนิทอีกคนหนึ่ง ของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วัย 72 ปี แน่นอนค่ะ “ผู้หญิงคนสนิทอีกคนหนึ่ง” นั่นแสดงว่าท่านมีอีกคนแน่นอน คือคุณหญิงเกิดศิริ ศรุตานนท์ ผู้เป็นเมียตบเมียแต่งของท่านสันต์ โดยคุณหญิงก็ยืนยันนะคะว่า “ยังไม่ได้หย่า” เป็นเมียที่ถูกต้องตามกฏหมาย นี่แหละค่ะคือจุดกำเนิดของดราม่าที่ตามมามากมาย ของทั้งสามท่าน

733328_3_1482670998

 เอ๊…. จะว่าไป เราได้อะไรจากเรื่องนี้ค่ะ บางท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายที่อำนาจวาสนามากๆจะมีผู้หญิงมากมาย ในขณะที่โลกโซเชี่ยนก็เกิด #ทีมเมียหลวง  ฝ่ายนี้ก็ยืนยันเสียงแข็งว่ารับไม่ได้ เป็นการไม่ให้เกียรติเมียหลวง !!! เฮ้ออ

14937439_1167937036627720_1821332218062663841_n-620x432

สำหรับป้าเหรอคะ? ป้าบอกเลยว่าเรื่องสิทธิความเท่าเทียมของชายหญิงเนี้ย  ถ้าพูดเรื่องนี้ก็คงไม่มีจุดจบหรอกค่ะ  หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องมีเมียเยอะ  ป้าจะบอกว่าในสังคมไทยไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นนะคะ มันมีมานานแล้ว  ตั้งแต่ไพร่ถึงระดับชนชั้นปกครอง ยิ่งในสมัยก่อน บรรดาเจ้าเมืองต่างๆมักพาลูกสาวมาถวายตัวให้กับกษัตริย์เพื่อผูกไมตรี ผู้หญิงจึงเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองมานานแล้วค่ะ  ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ การที่ผู้ชายมีเงินทองมากมาย ก็มักล้อมรอบด้วยบริวารมากมาย นั่นก็รวมถึงการเมียมาก มีลูกหลานมาก มันคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของผู้ชายในสมัยนั้นค่ะ

ในปัจจุบันวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวเนี้ย เราก็เพิ่งได้รับจากตะวันตกได้ไม่ถึง 100 ปีเอง  ซึ่งก็มีอิทธิพลมาจากคริสตศาสนานะคะ อะๆ หลายคนอาจจะงงว่าทำไม ? ป้าจะเล่าให้ฟังค่ะ ในสมัยก่อนสังคมไทยสมัยประเทศสยามไม่ได้อยู่แบบผัวเดียวเมียเดียวนะคะ ยิ่งไปกว่านั้นอำนาจมักจะอยู่ที่เมียด้วยซ้ำ อำนาจในบ้านคือผู้หญิง เพราะอะไรหรือคะ? ก็เพราะผู้ชายจะถูกเกณฑ์แรงงานไปช่วยหลวงทีละ 6 เดือนไงคะ  ความสามารถในการค้าขาย บริหารจัดการ การศึกษา ทั้งหมดอยู่กับผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้นทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากการรบ และทำนา สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากคือได้รับการอวยยศเพิ่มนั้นเอง ฉะนั้นผู้ชายจะมักจะอยากเป็นข้าราชการกันมาก  แต่ ไม่ได้ดูแลเรื่องกิจการในบ้านเลย อำนาจทั้งหมดก็อยู่ที่ผู้หญิง  ส่วนที่เห็นว่าผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้านเนี้ย เราจะเห็นเฉพาะบ้านของคนจีนในสยาม แต่คนพื้นถิ่นก็เป็นแบบที่ป้าพูดมานั้นแหละค่ะ

regency-fashion01

อีกเรื่องที่ทำให้ผู้หญิงเป็นใหญ่คือเรื่องศาสนาค่ะ จริงอยู่ว่าศาสนาพุทธเข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นถิ่นของสยามคือถือผีมากกว่าพุทธ คนเป็นพุทธทุกคนถือผีด้วย แต่ไม่ใช่ว่าถือผีทุกคนจะถือพุทธ ผู้หญิงมักเป็นร่างทรงติดต่อกับผี ทำนายโชคชะตา รวมถึงรักษาโรค ส่วนผู้ชายพึ่งมีอำนาจตอนเราส่งเสริมพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เพราะผู้ชายบวชได้ ผู้หญิงบวชไม่ได้นั่นเอง

แล้วสังคมไทยมีผู้ชายเป็นใหญ่ตอนไหน??  สำหรับป้านะคะ ป้ามองว่าเกิดจากการปฏิรูปประเทศ 2 รอบด้วยกัน รอบแรกเลยสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนระบบไพร่แรงงานเป็นแบบใหม่ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำนาจถูกถ่ายโอนมาสู่ท้องถิ่น โดยไม่ต้องไปรบทีละ 6 เดือนหรือเป็นปี กฎหมายเรื่องทรัพย์สินก็เริ่มไปถึงพื้นที่ในชนบท พวกผู้ชายก็ใช้ระบบแบบขุนนางไงค่ะ ก็อยากจะเอาอย่างขุนนาง เพราะมันดูคูลไง เริ่มอยากมีเมียมาก เพื่อแสดงฐานะและหน้าตา มันเหมือนพวกไฮโซรวยๆต้องมีเมียดารา ถ่ายรูปกับรถสปอร์ตนั้นแหละค่ะ ไม่ต่างกันเลย

มาถึงตรงนี้ทุกคนอาจคิดว่า เอ้า ! คุณยุวเรต นางก็ไม่ผิดสินะ ด่านางทำไม นางก็แค่หนึ่งในดัชนีชี้วัดความคูลของท่านสันต์? เดี่ยวก่อนค่ะ มันไม่จบแค่นั้น ประเด็นคือถ้าสังคมไทยพัฒนาความคิดมาหยุดแค่จุดนี้  เรื่อง“คุณยุวเรต”ก็จะชิลมาก ไม่มีดราม่าแน่นอน  แต่มันดันมีการปฏิรูปสังคมในระลอกที่สอง ไงค่ะ นั้นคือ “คณะราษฎร”  ป้าเชื่อว่าการที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และใช้ระบบโรงเรียนมาเป็นที่ปลูกฝั่งค่านิยมของคนในสังคมแทนที่วัด เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า คณะราษฏร ได้รับเอาความคิดทางสังคม รูปแบบทางสังคม กฎหมาย ประเพณีแบบยุโรปมากมายมาใช้กับสังคมไทย โดนสอนผ่านโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เรียกว่า “ชุดความคิดรัฐนิยม” ไงแหละคะ

artandculture2014-03-3505_00-001

จริงๆความคิดแบบผัวเดียวเมียเดียว (ครอบครัวยุควิคตอเรียน) หรือที่เรียกว่าครอบครัวแบบผู้ดีนั้น เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว แต่มันพึ่งเข้าถึงรากหญ้าทั้งประเทศอย่างเป็นระบบด้วยโรงเรียนสมัยคณะราษฎร นั่นเองค่ะ

นี่แหละค่ะ คือคำตอบที่ว่าทำไม “ยุวเรต” ถึงโดนต่อ่ว่า ก็เพราะความคิดทางสังคม “แบบผู้ดี” มันสวนทางกับคุณยุวเรตและท่านสันต์ทำอยู่นั่นเอง แม้ว่าคุณยุวเรตจะออกมาบอกว่าไม่เคยบอกว่าเป็นภรรยาท่านสันต์เลย เป็นแค่คนสนิทที่ดูแลท่านเท่านั้นเอง แต่“ผู้ดี” ในสยามหลายท่านก็ยังเดือดร้อน รุมต่อว่าคุณยุวเรตผ่านโลกโซเชี่ยลแบบกระหน่ำไม่หยุดกันเลยทีเดียว แต่ความเฉื่อยทางวัฒนธรรมยังมีอยู่ ความคิดที่ว่าผู้ชายมีผู้หญิงเยอะ เพื่อความเท่มันยังไม่หมดไป สำหรับคุณยุวเรต ป้ามองว่านางไม่ได้ผิดอะไรเลย นางตกเป็นจำเลยของสังคม(ที่เรียกตัวเองว่า)ผู้ดี เพราะรับไม่ได้บอกว่าขัดต่อประเพณีไทย ? จริงๆถ้าจะบอกว่าประเพณีไทย ก็ต้องบอกว่า “ไทยใหม่ อายุไม่ถึง 100 ปี” ด้วยนะคะ

สรุปแล้วเรื่องนี้ป้ามองว่า หากทั้งสองท่านรักกันจริงก็ต้องเอาใจช่วยนะคะ ส่วนคุณหญิงเกิดสิริ ทีมเมียหลวงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งจะไปบอกว่าสงสารท่านก็ไม่ได้ เราจะมาคิดแทนท่านได้ไง ท่านดูจะลอยเหนือปัญหาเหล่านี้มานานแล้ว มันเป็นเรื่องของเขาสามคน ความรัก และเงินทอง ไม่เข้าใครออกใครหรอกค่ะ

 

สวัสดีค่ะ

 

อ้างอิง

https://blog.etcpool.com/2016/11/03 /family-culture-flirting-in-siam-era/


รักนะคะ

Facebook : เรื่องนี้ไก่จะไม่ยุ่ง

มาอ่านเรื่องเก่าๆของป้าที่นี้!!  http://www.zanzaap.com/author/aunty-kai/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


TOP