เศรษฐีพลังแดดกับเกมสร้างภาพครั้งใหม่ที่มีมหาวิทยาลัยเป็นหุ่นเชิด

อยากชวนบริหารสมองด้วยการมาคิดเลขเร็วกันเถอะ

สมมุตินะครับสมมุติ

 

มีบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ขอเรียกว่าบริษัท A แล้วกัน ลงทุนให้มหาวิทยาลัย B เป็นเงินจำนวน 800,000,000 บาท (อ่านว่า แปดร้อยล้านบาทถ้วน) ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อลดค่าไฟให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนลดที่ได้บริษัท A และ มหาวิทยาลัย B จะนำมาแบ่งกัน โดยมีกำหนดเวลาดำเนินงาน 21 ปี

 

ฟังแค่นี้ดูดีใช่มั้ยละครับวิน ๆ กันทั้งบริษัท A และมหาวิทยาลัย B แต่เดียวก่อนเราลองมาคำนวณกันเล่น ๆ ดูมั้ยว่ามันจะคุ้มค่าการลงทุนจริงหรือไม่

 

เงินลงทุน 800 ล้านบาท ได้โซล่าเซลล์กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 15 เมกะวัตต์ 1 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 53 ล้านบาท ระยะเวลา 21 ปี เท่ากับ 7,670 วัน ตกเฉลี่ยวันละ 6,910 บาท ++ บวกที่เพิ่มไปหมายถึงค่าบำรุงรักษาเช่น การทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี ค่าอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ 2 ชุด ค่าซ่อมแซมตัวอาคารและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย รวมแล้วต้นทุนต่อวันอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท

 

หมายถึงโซล่าเซลล์พวกนี้ต้องผลิตไฟให้ได้ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ถึงจะคุ้มทุน เมื่อเทียบกับการซื้อไฟฟ้าจากรัฐ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะประเทศไทยเรา ถึงอยู่ในเขตที่แดดแรง แต่เป็นพื้นที่ที่แดดไม่คงที่ทั้งช่วงหน้าฝนที่แทบจะผลิตไฟฟ้าไม่ได้ หรือช่วงที่ความชื้นในอากาศสูง ฝุ่นละอองในอากาศมากผิดปกติ การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์จึง เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

 

โดยช่วงที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ยังต้องพึงพิงการซื้อไฟฟ้าจากสายส่งที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าฐานประเภทต่างๆ ส่วนจะมีไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงถ่านหินหรือเปล่า อันนี้ทางมหาวิทยาลัย B ไม่อยากรู้ แค่อยากคัดค้านตามกระแส เพราะเขาว่ากันว่าถ่านหินมันไม่ดี (ฮา)

 

ลองคิดดูง่าย ๆ ว่าถ้าลงทุนโซล่าเซลล์และคุ้มค่าทำไมโครงการนี้ถึงไม่ทำสักใหญ่ขึ้นอีกสัก 3-4 เท่า กันละ

 

การที่บริษัท A มาลงทุนติดตั้งโซล่าเซลล์จึงไม่ได้มีจุดประสงค์หลัก ในเรื่องสนุบสนุนพลังงานทางเลือก แต่มุ่งสร้างภาพเพื่อนำไปต่อยอดให้กับธุรกิจขายอุปกรณ์โซล่าเซลล์ และแสวงหาผลกำไรเมื่อนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นหลงภาพฝันปลอม ๆ ที่บริษัท A สร้างขึ้นมา

 

solar-cell


TOP