Mexico City เมืองหลวงแห่งการออกแบบร่วมกัน

นับจากนี้ไปเม็กซิโก ซิตี้ จะเต็มไปด้วยสีชมพู หากไม่ใช่สีชมพูแบบเม็กซิกันอันเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าพื้นเมืองแสนจัดจ้านหรือความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมอย่างที่ต่างคุ้นเคยกันดี แต่คือสีชมพูที่สะท้อนพลังและความคิดสร้างสรรค์ของเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก (World Design Capital) ซึ่งจะเป็นโฉมหน้าใหม่ของเมืองหลวงเก่าแก่แห่งละตินอเมริกาในปี 2018

แมวเก้าชีวิต
ประวัติศาสตร์ของเม็กซิโก ซิตี้ นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวครบทุกด้านอย่างที่ดินแดนเก่าแก่ดินแดนหนึ่งมักจะมี ทั้งความเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกจากความรุ่งเรืองของอาณาจักรแอซเท็ก (Aztec) ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสเปน และแม้กระทั่งทำสงครามเรียกร้องเอกราชจนสำเร็จ แต่คงไม่ต้องย้อนไปไกลถึงขนาดนั้นเพื่อที่จะบอกว่าเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมามากเพียงใด เพราะเพียงแค่ช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นได้ว่าเม็กซิโก ซิตี้ ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความวุ่นวายทางการเมือง มีการสังหารหมู่นักศึกษาหลายร้อยคนที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งในขณะนั้นปกครองประเทศมาแล้วกว่า 40 ปี (Tlatelolco Massacre) การชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งจนกองทัพต้องเข้ามาสลายการประท้วงในปี 2006 เหตุการณ์นักศึกษา 43 คนที่ถูกอุ้มหายไปในรัฐเกร์เรโร (Guerrero) เมื่อปี 2014 จนทำให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่รวมถึงความวุ่นวายจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีเอนริเก เปญา นิเอโต (Enrique Peña Nieto) จากความล้มเหลวในการบริหารงานและการต้อนรับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเคยกล่าวโจมตีเม็กซิโกในการหาเสียงครั้งหนึ่งว่าเป็นผู้ส่งยาเสพติดและนักข่มขืนข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกา

ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการชุมนุมประท้วงมาโดยตลอดเท่านั้น แต่เม็กซิโก ซิตี้ ยังขึ้นชื่อเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐจะมีกิจการน้ำมันเป็นของตนเอง เป็นเมืองที่มีมหาเศรษฐีติดอันดับโลก แต่นั่นก็เป็นความรวยแบบกระจุกตัว แคมเปญของบริษัทโฆษณาปุบลิซิส (Publicis) แสดงภาพที่พักอาศัยของชาวเม็กซิโก ซิตี้ในมุมสูง ที่แม้จะอยู่ติดกันชนิดที่เรียกว่ารั้วชนรั้ว แต่ความแตกต่างของบ้านที่บ่งบอกฐานะของผู้อยู่อาศัยนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนจนน่าตกใจ นอกจากนี้ เม็กซิโก ซิตี้ ยังมีปัญหาด้านการจัดการเมือง ไม่ต่างจากเมืองในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร มลพิษทางอากาศ อาชญากรรม การให้ความสำคัญกับห้างสรรพสินค้าและถนนสำหรับรถยนต์มากกว่าสวนสาธารณะ ทางเดินเท้า และขนส่งมวลชน

แต่ปัญหาที่รุมเร้าก็ไม่ได้ทำให้เม็กซิโก ซิตี้ ไปต่อไม่ได้ในเวทีโลก ในปี 1968 เมืองหลวงแห่งนี้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แม้ว่าสิบวันก่อนหน้าพิธีเปิดจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่ตลาเตลลอลโค (Tlatelolco) อีกทั้งยังเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกถึงสองครั้ง คือในปี 1970 และ 1986 หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8 ริกเตอร์ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10,000 คนและบาดเจ็บกว่า 30,000 คน นอกจากนี้ นิตยสารเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ยังยกให้เม็กซิโก ซิตี้ เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 1 ในปี 2016 และล่าสุดกับบทบาทใหม่ที่กำลังจะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบแห่งแรกในทวีปอเมริกาในปี 2018

ขอบคุณภาพ: © flickr.com/photos/mariordo59

ขอบคุณภาพ: © flickr.com/photos/mariordo59

ต้องมีอะไรถึงจะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก
ทุกๆ สองปี หน่วยงานระหว่างประเทศ World Design Organization หรือ WDO จะกำหนดเมืองหลวงแห่งการออกแบบขึ้น เพื่อยกย่องเมืองที่ใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองนั้นๆ โดยมีเมืองที่เคยได้รับตำแหน่งนี้มาแล้วทั้งหมด 5 เมือง ได้แก่ ตูริน โซล เฮลซิงกิ เคปทาวน์ และไทเป การได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบนั้น เมืองที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีศักยภาพในการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้นโยบายการจัดการเมืองด้วยการออกแบบอย่างยั่งยืน และการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพีชีวิต

ในปี 2018 เม็กซิโก ซิตี้ กำลังจะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบเมืองที่ 6 และเป็นเมืองแรกในทวีปอเมริกาที่ได้รับตำแหน่งนี้
นายมูเกนดิ เอ็ม ริทา (Mugendi M’Rithaa) ประธาน WDO และหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกกล่าวว่า เม็กซิโก ซิตี้ จะกลายเป็นต้นแบบด้านการจัดการเมืองให้กับมหานครอื่นๆ ทั่วโลก โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย

WDO ให้ความเห็นว่า เม็กซิโก ซิตี้ แสดงให้คณะกรรมการเห็นแวดวงการออกแบบของเมืองที่มีมาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี ทั้งเต็มไปด้วยพลังของกลุ่มผู้ประกอบการสร้างสรรค์ และรู้จักใช้กระบวนการสร้างสรรค์เพื่อหลอมรวมแนวคิดดั้งเดิมเข้ากับวิสัยทัศน์แบบใหม่ นอกจากนี้ โปรเจ็กต์ต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคมยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความพยายามอย่างสูงที่จะผลักดันให้เห็นความสำคัญของการออกแบบในวงกว้าง

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เหตุผลสำคัญที่ทำให้เม็กซิโก ซิตี้ เอาชนะคู่แข่งอย่างเมืองกูรีตีบา (Curitiba) ของบราซิลได้สำเร็จ ดูเหมือนจะอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่ไม่เพียงมีแต่การสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแวดวงการออกแบบในภาคประชาชนด้วย

การผลักดันจากรัฐ
แม้ว่าเม็กซิโก ซิตี้ มักจะใช้เงินไปกับการสร้างถนนเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเดินทางเฉลี่ยของชาวเมืองซึ่งอยู่ที่ 3 ชั่วโมงต่อวัน เพราะความไม่เชื่อมต่อของระบบคมนาคมและเครือข่ายขนส่งสาธารณะที่ไม่ทั่วถึง แต่นั่นก็หมายถึงระยะเวลาในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นตามไปอยู่ดี เนื่องจากจำนวนรถยนต์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในปี 2010 เม็กซิโก ซิตี้ จึงริเริ่มโครงการจักรยานสาธารณะ EcoBici ขึ้น และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีสถิติการเดินทางกว่า 38 ล้านครั้ง ด้วยจำนวนจักรยานให้บริการ 6,000 คัน และสถานีจักรยานทั้งสิ้น 452 สถานี เพิ่มขึ้นจาก 1,200 คัน และ 84 สถานีในปีแรก ครอบคลุมพื้นที่ 35 ตารางกิโลเมตรใน 42 พื้นที่ อีกทั้งยังมีแผนที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากความต้องการใช้บริการที่สูงขึ้น ทั้งเพื่อทดแทนระบบการคมนาคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ และประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเวลา

ความพยายามในการจัดการเมืองโดยรัฐเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในปี 2014 เมื่อเกิดการเปลี่ยนกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยผู้ใช้จักรยาน ขนส่งสาธารณะ และรถยนต์มาเป็นอันดับสุดท้าย นอกจากนี้เม็กซิโก ซิตี้ ยังลงทุนเรื่องระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือ BRT ส่งผลให้มีเส้นทาง BRT ทั้งสิ้น 6 สายภายในระยะเวลาเพียง 12 ปี และจะกลายเป็นเมืองที่มีระบบ BRT ใหญ่ที่สุดในโลกในไม่ช้า

ขอบคุณภาพ:  © designboom.com

ขอบคุณภาพ: © designboom.com

ความล้มเหลวที่น่าจับตา
กลางปี 2015 รัฐบาลเม็กซิโก ซิตี้ เสนอแผนปรับปรุงพื้นที่บริเวณ Avenida Chapultepec ซึ่งเป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดและวุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง เพราะแต่ละวันมีรถยนต์กว่า 75,000 คันวิ่งผ่านไปมาบนถนนขนาด 10 เลนนี้ และการจะข้ามถนนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมกะโปรเจ็กต์นี้ใช้ชื่อว่า Corredor Cultural Chapultepec (CCC) โดยมีต้นแบบเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายอย่างลาส รัมบลาส (Las Ramblas) ในบาร์เซโลนา หรือไฮ ไลน์ (High Line) ของนิวยอร์ก นั่นคือพื้นที่ใหม่จะเป็นทั้งทางเดินเท้า ทางข้าม ทางจักรยาน ร้านขายของ สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะสำหรับเป็นจุดนัดพบและจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม อยู่ร่วมกับถนนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและขนส่งสาธารณะ ในอัตราส่วน 70:30 ตามแนวคิด ‘Complete Streets’ คือถนนที่ผู้ใช้ถนนทุกประเภทสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

แต่ภาพที่รัฐฝันไว้ก็มีอันต้องหยุดชะงัก เพราะเกิดกระแสคัดค้านขึ้นทันทีที่บริษัทสถาปนิก FR-EE ซึ่งร่วมกับสตูดิโอออกแบบ FRENTE และ RVDG เผยแพร่ภาพแบบโครงการนี้ออกไป บ้างก็ว่าจะกลายเป็นเพียงห้างสรรพสินค้าอีกแห่งของเมือง บางกลุ่มกังวลถึงราคาที่ดินโดยรอบที่จะสูงขึ้น จนบีบบังคับให้คนท้องถิ่นต้องย้ายออกเพราะไม่สามารถสู้กับค่าครองชีพได้ ในขณะที่อีกกลุ่มมองว่าโครงการเช่นนี้มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กลางเมืองที่ได้รับการพัฒนาอยู่แล้ว แต่ยังมีพื้นที่อื่นซึ่งมีปัญหาและต้องการการพัฒนาที่เร่งด่วนกว่า

แม้จะยังไม่แน่ใจว่า CCC จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในด้านต่างๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน นับเป็นความล้มเหลวที่น่าจับตาอย่างที่อาจจะหาไม่ได้จากบางเมืองด้วยซ้ำ

รัฐเสนอ ชาวเมืองสานต่อ
ไม่แปลกนักที่การเมืองมักจะถูกมองว่าเชื่อถือไม่ได้ ส่วนหน่วยงานรัฐคือความล่าช้าและสิ้นหวัง กาเบรียลลา โกเมซ-มอนต์ (Gabriella Gomez-Mont) ก็เป็นหนึ่งในคนที่มองภาครัฐด้วยสายตาเช่นนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคือผู้สนับสนุนตัวยงของการทำงานนอกสถาบัน จนกระทั่งเมื่อปี 2013 ที่มิเกล อังเคล มานเซรา (Miguel Ángel Mancera) นายกเทศมนตรีคนใหม่ของเม็กซิโก ซิตี้ ยื่นข้อเสนอให้เธอเข้ามารับผิดชอบแผนกใหม่ในรัฐบาลท้องถิ่นของเขา โดยเปิดโอกาสให้โกเมซ-มอนต์ทำอะไรก็ได้ แต่สิ่งนั้นจะต้องสร้างสรรค์และเป็นสิ่งใหม่เพื่อพัฒนาเมืองหลวงที่มีประชากรกว่า 22 ล้านคนแห่งนี้ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ทุกวันนี้ โกเมซ-มอนต์ เป็นผู้อำนวยการของ Laboratorio para la Ciudad (Laboratory for the City) หน่วยงานด้านการสร้างนวัตกรรมให้กับเมือง (Civic Innovation) และใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเมือง (Urban Creativity) สำหรับเธอแล้ว แม้ว่าการทำงานกับรัฐจะหมายถึงระบบการบริหารงานแบบราชการ แต่นั่นก็หมายถึงศักยภาพในการพัฒนาเมืองที่มากมายมหาศาลเช่นกันถ้ารู้จักเลือกใช้แนวคิดที่ถูกต้อง และมีบทสนทนาที่ถูกทางกับเครือข่ายที่ครอบคลุมอยู่ทั่วเมือง

ทีมงาน Laboratorio para la Ciudad ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาวจากหลากหลายสาขาอาชีพ และแทบไม่มีใครเคยทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐมาก่อน ทั้งสถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักประวัติศาสตร์ศิลป์ นักรัฐศาสตร์ นักวางผังเมือง คนทำภาพยนตร์ นักสังคมวิทยา และนักออกแบบ สิ่งหนึ่งที่ทีมงานซึ่งแตกต่างมีร่วมกัน นั่นคือความต้องการที่จะสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองขนาดใหญ่อย่างเม็กซิโก ซิตี้ และลงมือจัดการกับปัญหาเหล่านั้น ด้วยความหวังที่จะเป็นพื้นที่ทดลองให้รัฐและพลเมืองได้ทำงานร่วมกัน โดยที่รัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้ควบคุม แต่เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อเมืองแบบใหม่ที่เปิดกว้าง น่าอยู่ และสร้างสรรค์

การเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับชุมชนดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ควรทำ โปรเจ็กต์แรกๆ ของทีมจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่แล้วอย่างสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว ไม่ว่าจะเป็น Urban Artifact โครงไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายตัวหนอนและมีโพรงตรงกลางให้เข้าไปนั่งได้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้พื้นที่สาธารณะของชุมชนและเป็นสถานที่จัดเวิร์กช็อป โดยตัวงานจะถูกนำไปวางตามจัตุรัสสำคัญๆ หลายแห่งทั่วเมือง หรือเวทีสัมมนาที่เปลี่ยนดาดฟ้าตึกที่ตั้ง Laboratorio para la Ciudad ให้กลายเป็นพื้นที่รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุกด้าน ตั้งแต่เรื่องอนาคตของการผลิตไปจนถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ทางเดินเท้า โดยปัจจุบันเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมวัยหนุ่มสาวกว่าร้อยคนและจัดไปแล้วกว่า 40 ครั้ง

เมื่อชาวเมืองเริ่มตื่นตัว โปรเจ็กต์อื่นๆ ที่ตามมาก็เริ่มช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น Traxi เพื่อฟื้นความมั่นใจในการใช้บริการรถแท็กซี่ให้กลับคืนมา หลังจากมีแท็กซี่ไม่ได้จดทะเบียนกว่า 20,000 คันที่เกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร จนส่งผลให้มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้นและเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดเพิ่มขึ้นอีก 30% จากการหาที่จอดรถ โดย Traxi จะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลของกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยผู้โดยสารตรวจสอบว่าแท็กซี่คันนี้จดทะเบียนแล้วหรือไม่ และยังมีปุ่มแจ้งเหตุร้ายส่งตรงไปยังสำนักงานตำรวจในกรณีเกิดเหตุร้ายอีกด้วย

แอพพลิเคชั่น Traxi นี้เป็นผลลัพธ์จากความพยายามของ Laboratorio para la Ciudad ในการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลตัวเลขและสถิติที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ (Open-Data Platform) รวมไปถึงโปรแกรม Code for Mexico City ซึ่งฝึกอบรมนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น 6 คนที่ผ่านการคัดเลือก ให้พัฒนาแอพพลิเคชั่นร่วมกับหน่วยงานสำคัญต่างๆ ของเม็กซิโก ซิตี้ อีก 6 หน่วยงาน เช่น แอพพลิเคชั่นกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการทดสอบการปล่อยของเสียจากรถยนต์ เป็นต้น

ขอบคุณภาพ: © inhabitat.com

ขอบคุณภาพ: © inhabitat.com

รวมกันเมืองอยู่รอด
เช่นเดียวกับมหานครอื่นทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยปราศจากการจัดการเมืองอย่างทันท่วงที เม็กซิโก ซิตี้ คือหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก มีรายงานว่าเมื่อกลางปี 2016 เมืองหลวงแห่งนี้มีปริมาณมลพิษพุ่งสูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ด้วยภูมิประเทศที่อยู่กลางหุบเขาซึ่งเอื้อต่อการกักเก็บควันพิษ ทำให้ความพยายามร้อยแปดของรัฐที่จะแก้ปัญหาซึ่งมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 นั้นยังไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งออกคำสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันพิษ ประกาศใช้เกณฑ์การอนุญาตปล่อยควันพิษที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น และควบคุมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด

แต่ในขณะที่รัฐยังหาทางออกที่ยั่งยืนไม่ได้ ดูเหมือนจะมีคนบางกลุ่มที่สามารถหาคำตอบใหม่ให้กับปัญหาเดิมนี้ VERDMX คือองค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งเป็นเจ้าของแนวคิดประติมากรรมสีเขียวที่ตั้งอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ ทั่วเมือง ประติมากรรมสีเขียว หรือ Eco-Sculpture ของ VERDMX นั้น คือสวนแนวตั้งขนาดใหญ่ที่เป็นทั้งงานศิลปะและออกซิเจนให้กับเมือง โดยพื้นที่จำนวนหนึ่งตารางกิโลเมตรของสวนแนวตั้งสามารถผลิตก๊าซออกซิเจนที่เพียงพอกับความต้องการของคนหนึ่งคนสำหรับหนึ่งปี ส่วนสวนแนวตั้งที่มีความสูงเท่าตึก 4 ชั้น ก็สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 40 ตัน ทั้งยังช่วยลดมลภาวะทางเสียงลงอีก 10 เดซิเบล

แน่นอนว่าลำพัง VERDMX คงไม่สามารถผลักดันโปรเจ็กต์นี้ให้เกิดขึ้นได้ สวนแนวตั้งเหล่านี้คือตัวอย่างของความสำเร็จในการจัดการเมืองที่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคเอกชนอย่างนิสสัน (Nissan) ที่เป็นสปอนเซอร์หลัก และรัฐบาลท้องถิ่นเม็กซิโก ที่อนุญาตให้นำประติมากรรมรูปร่างแปลกประหลาดเหล่านี้ไปตั้งได้ทั่วเมือง แม้จะต้องใช้เวลาขอความร่วมมือนานหลายปี

ความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของเม็กซิโก ซิตี้ ในวันนี้ คือสำนึกที่ว่าไม่ว่าใครก็สามารถสร้างเมืองที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และเทคโนโลยี ร่วมกับการทำงานอย่างสอดประสานและส่งเสริมซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย แม้เม็กซิโก ซิตี้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่กำลังเผชิญอยู่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ละก้าวที่เดินไปมีทั้งเสียงสนับสนุนและเห็นต่าง แต่นี่คือสัญญาณที่ดีของการจัดการเมืองซึ่งเคยล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ให้ก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นเมืองแถวหน้าในวงการออกแบบเพื่อพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ขอบคุณที่มา : tcdc.or.th

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


TOP