ไปรู้จัก BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่ใหญ่กว่า Tesla ถึง 3 เท่า เพียงแต่คุณอาจะไม่เคยได้ยินชื่อ…

เมื่อพูดถึงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ชื่อแรกที่คนส่วนใหญ่นึกออกอาจจะหนีไม่พ้น Tesla บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา

แต่หากจะถามต่อไปว่า แล้วใครกันคือผู้ผลิตรถไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก??

เชื่อแน่ว่าคำตอบของคำถามนี้ อาจจะทำให้คุณผู้อ่านหลายคนต้องเกาหัวอย่างแน่นอน

และนั่นจึงเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้ ซึ่ง Magcarzine.com กำลังจะพาทุกคนไปพบกับเรื่องราวของ BYD บริษัทรถไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลกครับ…

BYD คือใคร เขามาจากไหนกัน??
ย้อนกลับไปในปี 1995 หวัง ชวนฟู นักเคมีชาวจีนได้เริ่มก่อตั้งบริษัท BYD ที่มีชื่อย่อมาจาก Build Your Dream โดยเริ่มต้นจากเงินลงทุน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9 ล้านบาท)

เป้าหมายหลักตอง BYD ไม่ได้เกี่ยวกับรถยนต์โดยตรงนัก ในตอนนั้นคือการผลิตแบตเตอรี่เพื่อป้อนให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ, ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนไปถึงผู้ผลิตโซลาร์เซลล์

 

หวัง ชวนฟู ผู้ก่อตั้ง BYD

 

ด้วยคุณภาพงาน ราคาที่ถูกกว่า บวกกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจีนในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นยุค 2000

BYD เติบโตอย่างมากในช่วง 10 ปีแรก ไม่นานจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รายเล็กๆ ก็ขยับขึ้นมากินส่วนแบ่งยอดขายแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือมากกว่า 50% ในตลาดโลก

ก่อนจะกลายผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือเบอร์ 2 ของโลกได้ในที่สุด

 

 

จากผู้ผลิตแบตเตอรี่มือถือ สู่ธุรกิจยานยนต์
เมื่อทำแบตเตอรี่ได้แล้ว พวกเขาอยากจะต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือ “ยานยนต์”

ในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน

ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co Ltd ในเวลาต่อมา

ในช่วงแรก BYD ยังคงผลิตรถที่ขับเคลื่อนโดยใช้น้ำมันเป็นหลัก โดยมีรถรุ่นต่างๆ ออกมามาสู่ตลาดมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น BYD F3 รถซีดานในกลุ่มคอมแพ็คคาร์, BYD Flyer รถในกลุ่มซิตี้คาร์ และรถในกลุ่ม SUV อย่าง BYD S6

 

 

ต่อมา โลกก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากยุคยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นยุคยานยนต์ไฟฟ้า

ปี 2008 เป็นปีแรกที่ BYD เริ่มผลิตรถยนต์พลังงานสะอาด โดยการนำความชำนาญในการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ผสานกับการผลิตรถยนต์

ก่อนที่จะปล่อยรถในรุ่น F3 เวอร์ชั่นเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดออกมาจำหน่ายงสอดคล้องกับนโยบายผลักดันรถยนต์ไฟฟ้ารัฐบาลจีนในขณะนั้น

 

 

จากนั้นอีก 4 ปีให้หลังก็ปล่อย BYD Qin รถปลั๊กอินไฮบริดอีกรุ่นหนึ่งที่ทำให้ BYD กลายเป็นที่รู้จัก และขึ้นแท่นรถยนต์ขายดีที่สุดในจีนเมื่อปี 2014

จากนั้นก็ยังคงกวาดยอดภายในประเทศไปถึง 31,898 คันในปี 2015

เทียบกับรถราคาประมาณ 900,000 บาทแล้ว พวกเขาสามารถสร้างรายได้กว่า 27,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

 

***เกร็ดน่ารู้***

Warren Buffett ทุ่มเงินกว่า 230 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7,332 ล้านบาท) ซื้อหุ้นของ BYD 10% ในปี 2008

และหลังจากนั้นหุ้นที่เขาซื้อไว้ก็มีมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 47,000 ล้านบาท) ในอีก 8 ปีต่อมา

และด้วยการมอบผลตอบแทนอย่างมากแก่นักลงทุน จึงทำให้ BYD มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “Build Your Dollar”

 

 

BYD ขึ้นครองตำแหน่งบริษัทที่มียอดขายรถไฟฟ้ามากที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน
จากสถิติยอดขายรถไฟฟ้าทั่วโลกระหว่างปี 2015-2017 Tesla Model S และ Nissan Leaf อาจเป็นรถไฟฟ้าที่มียอดขายเป็นอันดับต้นๆ

แต่หากเรียงลำดับของบริษัทที่มียอดขายรถไฟฟ้ามากที่สุดในโลกแล้วล่ะก็ BYD กลับมียอดขายสูงสุดเหนือ Tesla และ Nissan

 

โดยยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ประจำปี 2015

อันดับ 1. BYD 61,722 คัน

2. Tesla 50,574 คัน

3. Mitsubishi 48,204 คัน

ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ประจำปี 2016

อันดับ 1. BYD 100,178 คัน

2. Tesla 76,243 คัน

3. BMW 62,148 คัน

ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ประจำปี 2017

อันดับ 1. BYD 113,669 คัน

2. BAIC 103,199 คัน

3. Tesla 103,122 คัน

(ในปีนี้ค่าย BAIC ก็เป็นค่ายจีนที่ทำอันดับขึ้นมาสูงเช่นกัน)

 

 

ไม่ได้มีแค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมีรถบัส และรถบรรทุกไฟฟ้าอีกด้วย
รถบัสไฟฟ้าของ BYD เริ่มต้นการผลิตครั้งแรกเมื่อปี 2010 ก่อนที่จะผลิตรุ่นอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

พวกเขาไม่ได้ใช้งานเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังทำตัวเป็นแหล่งผลิตและป้อนรถบัสไฟฟ้า ไปตอบสนองความต้องการของลูกค้าขนส่งมวลชนทั่วโลก

ซึ่งในปัจจุบันรถบัสไฟฟ้าของ BYD ถูกส่งออกไปจำหน่ายในหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา,​ เม็กซิโก, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฮอลแลนด์, บราซิล, ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น BYD ยังได้นำเสนอระบบขนส่งลอยฟ้า SkyRail ซึ่งเป็นรถรางไฟฟ้าไร้คนขับ

ระบบดังกล่าวเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2017 ที่เมืองหยินชวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เป็นระยะทาง 5.67 กิโลเมตร

Stella Li รองประธานอาวุโสของ BYD เผยว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายระบบขนส่งดังกล่าวไปทั่วประเทศจีน และในประเทศฟิลิปปินส์ด้วย

ซึ่งบริษัทก็ตั้งเป้าเอาไว้ว่า มันจะกลายเป็นธุรกิจมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 637,000 ล้านบาท) ภายในปี 2022

 

 

ด้วยการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อหลายสำนักจะนำเอา BYD ไปเปรียบเทียบกับทาง Tesla ซึ่งหากจะเปรียบเทียบในเรื่องที่ว่ารถของค่ายไหนดีกว่ากันนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากสักนิด

เนื่องจากว่าทั้ง 2 บริษัทนั้นมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน

โดยทาง Tesla นั้นเป็นบริษัทที่เริ่มต้นบุกเบิกรถไฟฟ้ารายแรกๆ ของโลก นำความสปอร์ต ความแรง มาให้ลูกค้าได้ใช้งานจริงๆ

ส่วน BYD นั้นได้นำเอาความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่มาผสานกับนวัตกรรมต่างๆ ก่อนจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างที่เราเห็น

แต่อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว ยอดขายและผลกำไรของบริษัทก็คงจะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของทั้งสองบริษัท

เชื่อว่าทั้งค่ายอเมริกา และค่ายจีน จะฟาดฟันกันอย่างสนุก

ซึ่งเมื่อผู้ผลิตต้องแข่งขันกัน ผลประโยชน์สุดท้ายก็ตกมายังผู้บริโภค ได้มีตัวเลือกใช้งานมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ยุคอนาคต คงจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเลย.. คุณคิดว่าอย่างไรครับ!?

 

ที่มา :

https://www.magcarzine.com/byd-vs-tesla-007/

• hybridcarsforbesqzbloombergev-sales.blogspoten.byd


TOP